Noll-Ran

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของVenles District
[VD]Noll008 : กลมกลืนกับคล้อยตาม
  

 

  •  อาเจ๊ในงานศพไม่ใช่ทาเลียเน้อ เป็นแม่ของคนตายคนหนึ่งที่ใช้บริการจากเซนท์เวิร์ค

 

ในตัวโบสถ์ที่เสียงสวดอธิษฐานก้องกังวาน โนลจับจ้องหญิงนางหนึ่งไม่ละสายตา  เทรสที่เกือบผล็อยหลับไปแล้วกลับมาตื่นเต็มตา เขารู้ว่าเมื่อโนลสนใจอะไรต้องเป็นเรื่องสนุก เพราะมันไม่ใช่เรื่องทั่วไป

"นายรู้จักผู้หญิงคนนั้นเหรอ ?" เทรสกระซิบกระซาบไม่ให้เสียงตัวเองเด่นเกินเสียงสวด
"...ไม่รู้จัก" โนลตอบด้วยโทนเสียงปกติที่ไม่เด่นเกินเสียงสวด

คำตอบทำให้เทรสเนื้อเต้น งานเก็บกวาดนี้เขาเป็นคนรับเรื่องเองทั้งหมดจึงมั่นใจว่าโนลไม่มีทางรู้จักหญิงคนนั้นในฐานะผู้ว่าจ้างหรือคนส่งบัตรเชิญงานศพนี่ก่อนแน่ ๆ     แต่โนลกลับสามารถขี้ถูกตัวได้โดยไม่มีมูลอะไรมาก่อน เป็นแค่ความบังเอิญหรือโนลสัมผัสได้ว่าหล่อนมีอะไรเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนตาย ?  เทรสมองหญิงนั้นตามโนลแล้วหันกลับมากระซิบอีก

"ทำไมนายถึงมองหล่อนล่ะ ?" 

มองจากสภาพตอนนี้หญิงที่ว่านั่งห่างจากเขาสองคนชนิดหัวแถวกับท้ายแถว นุ่งชุดดำเหมือนคนอื่นทั้งห้อง  แถมหันหลังไม่เห็นหน้า ไม่มีอะไรพิเศษเตะตาทั้งนั้น โนลเงียบ ปิดปากเรียบเป็นเส้นตรง ยกมือขึ้นหมายเกาใต้ตาแล้วก็ลดมือลงเมื่อปลายเล็บเคาะโดนเลนส์แว่น

"ไม่รู้สิ"

โนลตอบ เขาอธิบายการกระทำของตัวเองไม่ได้เพราะมันไม่ได้มาจากความคิด

.
.
-------------------------
.
.
หลังการสวดอธิษฐานจบลง ถึงเวลาให้ผู้ร่วมงานอำลาผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ผู้คนลุกขึ้นมาเข้าแถวเรียงหนึ่งรอคิวจุมพิตผู้ตายที่นอนสงบอยู่ในโลง เพียงแต่งานนี้ศพผู้ตายมีสภาพเละเป็นเมือกอยู่ในถุงไวนิลจึงให้แขกวางดอกไม้บนโลงแทน เทรสกับโนลเข้าคิวอยู่ลำดับสุดท้าย

เสียงสะอึกสะอื้น

หญิงที่โนลจับจ้องมาตลอดกำลังร่ำไห้ครวญครางอยู่ข้างโลง การก้มหัวเอามือปิดหน้าและห่อไหล่ลู่ยิ่งทำให้ร่างกายหล่อนที่เล็กอยู่แล้วลีบลงจนเหมือนตัวเด็ก กระนั้นเธอก็ยังโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่สูงใหญ่กว่า

"แกรี่ลูกแม่ช่างน่าสงสารนัก พระเจ้ามอบบททดสอบที่โหดร้ายแก่ลูกหนักเกินไปแล้ว แม้แต่จะผู้คนได้มองหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังทำไม่ได้..."

หล่อนเศร้าโศกและรำพึงถึงลูกชายที่จากไปอย่างน่าเวทนา ผู้คนหันไปมองด้วยความเห็นใจ เธอกลายเป็นตัวเอกในงานแทนแกรี่ที่นอนอยู่ในโลงทันที ทุกคนในที่นั้นสนใจเธอ จ้องมองเธอ รวมทั้งชายสองคนที่ยืนถือกุหลาบขาวคนละดอกอยู่ใต้ประตูทางเข้า ณ ตำแหน่งที่ห่างจากหล่อนที่สุด เทรสกับโนล เทรสไม่มองหล่อนอย่างเวทนาสงสารแต่ก็ยังเป็นสายตาคนนอกที่กลมกลืนกับสิ่งอื่นในโบสถ์  แต่โนลไม่ใช่  หล่อนสังเกตเห็นความไม่กลมกลืน เมื่อหล่อนทำตัวโศกแล้วโศกอีกท่าทางโนลก็ยังไม่เปลี่ยน หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นพูด

"ผู้มีพระคุณของฉันจากบริษัทเซนท์เวิร์ค จะรังเกียจหรือไม่ถ้าฉันขอเชิญมากล่าวอำลาแกรี่เป็นครั้งสุดท้ายตรงนี้"  จุดสนใจในห้องย้ายมาที่เทรสกับโนลทันที การโยนกลุ่มความสนใจก้อนใหญ่ลงมายังจุดไม่สำคัญอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี่ไม่ต่างจากการแกล้งกันชัด ๆ

ท่ามกลางสายตาจากคนทั้งโบสถ์ เทรสเดินมาถึงก่อน วางกุหลาบขาวในมือตัวเองรวมกับดอกอื่นที่กองพะเนินบนฝาโลง หันไปกล่าวคำแสดงความเสียใจกับคริสตี้ คริสตี้คือชื่อของผู้ว่าจ้าง ชื่อของแม่ผู้ตาย ชื่อของหญิงที่โนลจับจ้องมาตลอดงานพิธี และเป็นชื่อของหญิงที่โยนบทเด่นมาให้เขากับโนลเมื่อครู่ คริสตี้รับมือเทรสไปประคองในสองมือตัวเอง

"มิสเตอร์เซย์ลาส ขอบคุณมากจริง ๆ ที่กรุณาให้ความอาทรแก่แกรี่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเขา"

เทรสยิ้มรับแห้ง ๆ รู้ดีอยู่เต็มอกว่าที่ทำไปนั่นไม่มีอะไรพิเศษนอกจากคำว่างาน แต่บรรยากาศโดยรอบทำให้เขาต้องคล้อยตามไป เขาไม่ห่วงโนลเพราะเชื่อว่าโนลรับมือกับมารยาทพิธีการอะไรเทือกนี้ได้ดีกว่าเขา เมื่อบทเทรสหมดลง ถึงตาโนลเอาดอกไม้ไปวางและมายืนต่อหน้าคริสตี้ คริสตี้รับมือโนลไปประคองในสองมือตัวเองเช่นกัน

"มิสเตอร์รัน...แกรี่ในอ้อมกอดพระผู้เป็นเจ้าต้องตื้นตันใจมากแน่หากรู้ว่าได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณมากแค่ไหน"

โนลเงียบ

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบคริสตี้จึงเงยหน้าขึ้นสบตากับโนล ด้วยสายตาที่ส่งไปหล่อนคาดว่าจะได้รับคำตอบคล้อยตามกลับมาจากสายตาเช่นกัน แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงเลือดที่ฉ่ำจนกลายเป็นสีดำ แทนที่หล่อนจะดึงเขามาทางหล่อนได้กลับเป็นหล่อนถูกดึงไปทางเขาเสียเอง ดึงให้จมลงไปในรูตานั่น  หล่อนขนลุก คริสตี้ปล่อยมือจากโนลแรงเหมือนสะบัดทิ้งแล้วรีบกลับไปรวมกลุ่มกับแขกคนอื่น ๆ  ประหนึ่งคนตกน้ำตะกายกลับขึ้นฝั่ง

.
.
.
-------------------------
.
.
.

"ทำไมตอนอยู่ต่อหน้าคริสตี้ถึงเงียบไปล่ะ ?"
"..."
"คิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ?"
"...อาจจะ"
“คิดถึงเรื่องคริสตี้ ?”
“...อาจจะ”

เทรสชวนโนลคุยระหว่างเดินฝ่าความมืดยามราตรีกลับไปที่รถ ตอนนี้สามทุ่มแล้ว บ้านเมืองรอบตัวถ้าไม่มืดเป็นเงาดำก็สว่างเพราะแสงไฟนีออน เทรสนึกถึงสีหน้าท่าทางของคริสตี้ตอนจ้องตากับโนลแล้วสะบัดมือทิ้ง เขาหัวเราะขบขัน

.
.
To be continued

 

 

 

  • ขอบคุณที่อ่าน+เมนท์จ้า

[VD]Noll007 : งานศพ

posted on 01 Feb 2011 02:17 by noll-ran  in Noll-Ran
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของVenles District
[VD]Noll007 : งานศพ
  

 

.
.
เทรสเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน ที่บ้านไม่ใคร่จะมีฐานะนักเขาจึงภูมิใจมากที่สามารถฟันฝ่าชีวิตส่วนใหญ่มาได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ความภูมิใจอันท่วมท้นนี้ถูกนำเสนอต่อคนข้างนอกในรูปแบบของ”พี่ชายใจกว้าง” การมาเป็นสวีปเปอร์ก็เช่นเดียวกัน มันสื่อว่าเขา”สามารถ”ทำงานในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่พึงปรารถนาได้ การคบกับคนไม่พึงปรารถนาก็ด้วย ไม่มีหลักเหตุผลใดเป็นพิเศษที่ทำให้เทรสตัดสินใจมาสมัครงานหรือทักทายดูแลคนประเภทนั้น ว่าตามสัตย์จริงเขาทำไปโดยไม่รู้ตัวและไม่เคยคิดฝันว่าจะมีอะไรให้รู้

และก็คงไม่รู้ตัวไปทั้งชีวิตถ้าฟ้าไม่ลิขิตให้มาพบกับโนล

ความ“พิเศษ”ของโนลปรากฎแก่สายตาเทรสครั้งแรกในวันที่พาไปจัดการออเดอร์ห้องคนตาย ตอนกลับไปหาโนลที่ถูกปล่อยให้อยู่ในห้องลูกค้าเพียงลำพัง ก่อนหน้านั้นเทรสไม่มีอิมเมจอะไรกับชายหน้าหนอนไหมมากไปกว่าหนังมนุษย์กลวง ๆ ที่พระเจ้าลืมใส่วิญญานให้ เป็นคนประเภทที่เขาไม่อยากเป็นที่สุด คนมีพลังชีวิตเปี่ยมล้นอย่างเทรสไม่สามารถจินตนาการได้ว่าถุงหนังสีขาวที่ชื่อว่าโนลนั้นบรรจุอะไรไว้ข้างใน ถ้ามีไฟชีวิตลุกโชนอยู่ในอกคนเราจริง เขาคือเจ้าของกองไฟขนาดใหญ่ ส่วนโนลคือเจ้าของช่องเตาผิงมืดมิดเย็นชืด แบบคนตายหรือใกล้ตายเท่านั้นจึงมี

แต่เย็นวันนั้นเทรสเกิดเห็นแสงในเตาผิงเย็นชืดนั้น เล็กจ้อยแต่ชัดเจน เหมือนเปลวบนปลายไม้ขีดในที่มืด แล้วหายไปประหนึ่งมีคนลักไปซ่อน  เปลวนั้นสร้างตัวตนของโนลขึ้นในสายตาเขา เปลวที่ทำให้เขาสามารถระบุได้ว่าตรงหน้ามีโนลอยู่ นี่คือโนล คนที่ชื่อโนล สิ่งที่เรียกว่าโนล จะไม่มีใครเป็นโนลได้นอกจากคนตรงหน้านี้ 

ไม่ว่ายังไงเงาตกค้างของเปลวก็ไม่จางหายไปจากความมืดหลังเปลือกตาเทรส ได้แต่ปรารถนาจะเห็นอีกซ้ำ ๆ   โดยไม่รู้ตัว เขาก็เอาแต่เฝ้ามองโนลแล้ว
.
.
-------------------------
.
.
ปัจจุบัน
ออฟฟิศเซนท์เวิรค์

ตอนมาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ โนลนั่งเก้าอี้ออฟฟิศหลังตรงแหน่วเหมือนทหารประจำการ พอเริ่มคุ้นเคยก็ย้ายมานั่งประจำที่โซฟาและเดี๋ยวนี้พัฒนาเป็นนอนยาวลงไปเมื่อโอกาสเป็นใจ อย่างตอนนี้ที่ออฟฟิศเหลือกันอยู่สามคนในบรรยากาศเบา ๆ ไร้แขกไร้งานซีเรียส โนลนอนยืดหลังบนโซฟาบุหนังเทียมสีดำเลื่อม เทรสยืนคุยกับพนักงานอีกคนที่มุมอื่นโดยไม่ลืมเหลือบมองโนลเป็นระยะ

ไม่อาจบอกได้ว่าเทรสรู้จักทุกสิ่งของโนลแต่อย่างน้อยเขาก็รู้มากกว่าใครในออฟฟิศ ถึงเวลากว่าสองปีที่ทำงานร่วมกันมาทำให้ทุกคนในออฟฟิศยอมรับโนลแต่ก็ยังคงมีกำแพงบาง ๆ คั่นไม่เปลี่ยน  ไม่มีใครเดาออกว่าโนลคิดอะไรอยู่ โลกส่วนตัวของเขามีลักษณะเฉพาะตัวเกินไปและไม่มีใครคิดว่าน่าดูพอให้พยายามกระเสือกกระสน ส่วนเทรสคือมนุษย์ที่”บังเอิญ”อยู่ในจังหวะที่ใช่ทำให้มีโอกาสเห็นอะไรมากกว่าคนอื่น บางสิ่งในตัวโนลทำให้เทรสละสายตาไม่ได้ มันดึงดูดให้เขาต้องคอยสังเกต เหมือนมองเครื่องจักรประหลาดที่ไม่รู้ว่ามีกลไกแบบไหนและจะทำอะไรออกมาอีกเมื่อไหร่

เทรสเหลือบมองนาฬิกาแขวนชี้เวลาเกือบหกโมงเย็น เขาร่ำลาคู่สนทนาแล้วเดินมาเรียกโนล วันนี้ต้องเป็นตัวแทนบริษัทไปร่วมงานศพของลูกค้า โนลลุกขึ้นมาทำตัวสลึมสลือสักครู่แล้วเดินเข้าห้องน้ำ
.
.

บนรถบรรทุกขนาดย่อมของบริษัท ผู้ประจำตำแหน่งคนขับคือเทรสตามปกติ คู่หูนั่งข้างกันคือโนลที่เสยผมขึ้นไปบนศรีษะเรียบแปล้และสวมแว่นกรอบใหญ่ล้าสมัย  ประธานเป็นคนแนะนำให้โนลหามาใส่เพราะเขาติดนิสัยเกาหนังตาล่างเวลาคุย เป็นบุคลิกไม่น่าดูให้ลูกค้าเห็น เทรสเห็นด้วย เขาไม่ได้อยากจู้จี้กับบุคลิกคนอื่นถ้าไม่นับว่าปลายนิ้วเวลาเกาจะดึงหนังใต้ตาลงมาจนปลิ้นเห็นเนื้อสีแดงข้างใน

การจราจรของแอนลิงค์ช่วงหัวค่ำคล่องบ้างติดบ้างตามประสา ระหว่างคาอยู่สี่แยกไฟแดง เทรสเหลือบตามองโนลที่พิงตัวกับกระจกรถ ปากเผยอเปิดเล็กน้อย มองเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นทีไรเทรสอดคิดไม่ได้ว่าคนนี้ช่างต่างกับตัวเขาเสียจริง

“นอนไม่พอเหรอ?” เทรสเปิดประเด็นชวนคุย
“...อา” ผู้ถูกถามกล่าวตอบลอย ๆ เหมือนปล่อยลมหายใจออก
“ดูหนัง ? ติดนิยาย ?”
“...นอนอยู่บนเตียง เพลินไปหน่อย”

คำตอบที่คนทั่วไปอดคิดไม่ได้ว่าถูกกวนประสาท เทรสชินแล้ว เขารู้ว่าโนลตอบตรงไปตรงมาอย่างที่สุด ความคิดbetween the lineในประโยคของโนลถือเป็นปัญหาเชาว์ประจำวันของเทรสเลยทีเดียว

“ย้ายไปเวนเลสแล้วดีมั้ย ?”


เมื่อไฟเขียวสว่าง เทรสดึงสายตากลับไปมองถนน เหยียบคันเร่ง ตัวเขานี่แหล่ะคือคนที่เช็คข้อมูลให้โนลรู้ตัวว่าโชคร้ายแค่ไหนที่หลงซื้อบ้านหลังนั้นตามนายหน้า แต่ดูเหมือนฝนที่ตกตลอดเวลาในเวนเลสชะล้างความทุกข์ออกจากตัวโนลไปได้อย่างรวดเร็ว โนลไวเสมอเรื่องการสลายก้อนความรู้สึก แต่กลับนึกเรื่องของตัวเองไม่ค่อยออก เชื่องช้าเหมือนรื้อหาของในที่ที่ไม่รู้จัก เมื่อคิดนาน เขาจะยกนิ้วขึ้นมาเกาหนังตา แต่เมื่อปลายเล็บชนกระจกแว่นก็ลดมือลงไปไว้ที่เดิม คนส่วนใหญ่มักไม่รอฟัง แต่เทรสไม่ใช่คนส่วนใหญ่


“...ก็ดี” บ่าโนลที่พิงติดประตูรถไหลลงมาต่ำ ในที่สุดเขาก็ทบทวนเรื่องของตัวเองได้ “เสียเวลาลุกจากเตียงน้อยลง มาทำงานสบายขึ้น”

เทรสหัวเราะขบขัน

.
.
-------------------------
.
.

ณ โบสถ์

เทรสและโนลมาถึงก่อนเวลาราว20นาที จึงเลือกจอดรถในร้านฟาสท์ฟู้ดใกล้เคียงฆ่าเวลาเพราะไม่ต้องการไปถึงพิธีแต่เนิ่นจนประเจิดประเจ้อ ปกติลูกค้าจะไม่เชิญบริษัทสวีปเปอร์เข้าร่วมพิธีสวดอธิษฐานคนตาย แต่ก็มีส่วนน้อยที่มีแก่ใจส่งเทียบเชิญมา นี่ก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั้น

เครื่องดื่มและของกินถูกซื้อมาแก้เหงาปากและพอให้มีอะไรอยู่ท้องไว้ ไม่ดีนักถ้าไปตั้งหน้าตั้งตากินของเลี้ยงในพิธีเพราะความหิว สองพนักงานเซนท์เวิร์คนั่งแช่บนม้านั่งหน้าร้าน เทรสมองแผ่นเมฆแผ่ขยายบนท้องฟ้าพลางกัดเบอร์เกอร์เข้าปาก หันไปมองคนข้าง ๆ    โนลกำลังมองคนบนฟุตบาทอย่างไร้ความหมาย ประคองแก้วกระดาษใส่กาแฟด้วยสองมือบนตัก ปล่อยตัวล่องลอยราวกับจะตามไอจาง ๆ ของกาแฟร้อนไปด้วย

พนักงานเซนท์เวิร์คปรากฎตัวในพิธีเมื่อใกล้เวลาทุ่มตรง ต่อหน้าลูกค้า โนลกลายเป็นคนขึงขังอย่างไม่น่าเชื่อ สูทสีดำสะอาดเรียบร้อยขับบุคลิกภูมิฐานที่ซ่อนอยู่ให้โดดเด่น น่าเชื่อถือ เทรสมักปล่อยให้โนลเป็นฝ่ายพูดจาเป็นทางการกับลูกค้าเพราะพูดได้กระชับชัดเจนและถูกต้องตามแบบแผนธรรมเนียม  เทรสยังสังเกตว่าโนลจะพูดเหมือนเทปเล่นจากเครื่องวิทยุเลยทีเดียว รวมถึงการสร้างรอยยิ้มปลอม ๆ ในยามที่ต้องมี เหล่านี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาขบขันและถูกใจมากในตัวโนล
.
.

เมื่อผ่านด่านต้อนรับเทรสและโนลก็ถูกเชิญให้เข้าไปในตัวโบสถ์ เก้าอี้ยาวสองฝั่งมีผู้คนนั่งเกือบเต็ม ด้านในสุดเป็นที่ตั้งของโลงศพและไม้กางเขน ทุ่มตรงแล้วพิธีสวดอธิษฐานพร้อมจะเริ่มขึ้นทุกเมื่อ เทรสและโนลได้นั่งแถวหลังสุดริมทางเดินตามฐานะ เทรสกวาดสายตาสอดส่ายไปทั่ว เห็นหญิงวัยกลางคนที่นั่งไหล่ห่ออยู่แถวหน้าสุด ท่ามกลางทุ่งชุดไว้ทุกข์เทรสจำได้ว่าเธอคือคนที่มาติดต่อให้บริษัทเก็บกวาดห้องผู้ตายและส่งเทียบเชิญงานพิธีวันนี้ให้

เมื่อเสียงเพลงสวดดังขึ้น เทรสหมดความสนใจในตัวสถานที่และผู้คนรอบข้าง  เกือบจะสัปหงกไปแล้วถ้าไม่เหลือบไปเห็นว่าโนลกำลังจ้องมองหล่อนคนนั้นไม่วางตา


.
.

To be continued

 

  •  ขอบคุณที่อ่านและเมนท์จ้า
  • เหมือนตอนที่แล้วสภาพอากาศสร้างความสับสนกับคนอ่าน Foot in mouth ในหัวกิ้งก่าแอนลิงค์มีอิมเมจเหมือนลาสเวกัส คิดว่าร้อนตามแบบฉบับเมืองกลางทะเลทราย แต่ไม่ได้เช็คข้อมูลอะไรเลยว่าความจริงเป็นยังไง orz เอาไว้จะไปตบ ๆ ปั้น ๆ ใหม่ละกัน
  • ตอนที่แล้วถือซะว่าสารคดีชีวิตสวีปเปอร์เนาะ ตอนแรกอยากจะลบทิ้งเลยเพราะดูไปแล้วไม่มีเนื้อหาเชิงอารมณ์หรือความสัมพันธ์ตัวละครเท่าไหร่ แต่ก็ลบไม่ลงเพราะเสียดายเมนท์ทุกคน orz คิดซะว่าได้รู้ว่าเจ้าเทรสบ้างานด้วยเนื้อหา10พารากราฟละกันนะ (ยาวไปมั้ย กรั่ก)
  • ปล......ทำไมรู้สึกว่าพาร์ทโนลช่วงนี้มันเรื่อยเปื่อยเหลือเกิน อ่ากกก

 

[VD]Noll006 : งานแรก

posted on 27 Jan 2011 15:50 by noll-ran  in Noll-Ran
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของVenles District
[VD]Noll006 : งานแรก
  

 

2 ปีก่อน

เทรสอายุน้อยกว่าโนลแต่เป็นรุ่นพี่ในที่ทำงาน  วันที่เอกสารสมัครงานของโนลส่งไปรษณีย์มาถึงบริษัทเทรสอายุ 23 ปี ตอนนั้นเขาอยู่ในออฟฟิศด้วย  รีซูเม่ที่แนบมาสร้างความฉงนให้กับพนักงานทุกคน อะไรดลใจให้นิสิตปรัญญาโทรัฐศาสตร์ผลคะแนนเยี่ยมมาเป็นสวีปเปอร์ ? งานเก็บกวาดไม่ธรรมดาที่ทำให้บรรดาคนหนุ่มผู้หลงใหลอัตราค่าจ้างเปิดหนีมานับต่อนับ เทรสไม่คิดว่าเด็กคงแก่เรียนอย่างโนลทนอยู่ได้นาน

วันสัมภาษณ์ สิ่งแรกที่เทรสจำได้เมื่อเห็นโนลคือดวงตาสีดำสนิทลอยเด่น

ไม่ใช่เพราะว่าสวยหรือมีเสน่ห์จับใจ แต่เพราะส่วนอื่นของใบหน้าไม่มีอะไรเด่นเลย ทุกอย่างขาวโพลน หัวคิ้วสั้น ๆ และเส้นผมที่เสยขึ้นไปจนหมดเป็นสีบลอนด์จาง มันเกือบขาวสนิทเมื่อต้องแสงอาทิตย์ทำให้ส่วนศรีษะแทบกลืนไปกับกำแพงสีขาวด้านหลัง คู่สนทนาจึงต้องจับจ้องดวงตาคู่นั้นอย่างไม่มีทางเลือก เทรสสังเกตว่าตาดำของโนลใหญ่กว่าปกติจนแทบไม่เห็นตาขาว มันทำให้เขานึกถึงตัวอ่อนหนอนในรังไหม
.
.

ช่วงแรกที่โนลมาทำงานบอกได้ว่าไม่มีอะไรให้เทรสจดจำ พนักงานใหม่นั่งเงียบเชียบอยู่มุมหนึ่งของออฟฟิศกลืนไปกับข้าวของราวเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง เมื่อคุยด้วย โนลจะยกมุมปากแต่น้อยและตอบเท่าที่ถาม บางครั้งจะถามกลับบ้างเป็นพิธี ถูกมารยาทแต่ดูเสแสร้ง ทุกคนในบริษัทพูดลับหลังเช่นนั้น แต่เทรสมองโลกแง่ดีและมีน้ำใจต่อทุกคน...อย่างน้อยก็อยากเป็นให้คนอื่นเห็น เขาพยายามไม่อคติกับสิ่งขัดหูขัดตาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากตัวโนล ถึงจุดนึงก็คิดซะว่าหยอกล้อเล่นกับตุ๊กตาตัวโตที่ตั้งอยู่ในออฟฟิศ

คงเพราะเทรสแสดงได้ดีเกินไปประธานจึงมอบหมายให้ทำงานจับคู่กับโนล ในฐานะรุ่นพี่ฝีมือดีคอยแนะนำรุ่นน้องและในฐานะเพื่อนร่วมงานใจกว้างที่ยอมรับความไม่น่าคบของโนลได้ โชคดีที่ตุ๊กตาใหญ่ตัวนี้ตั้งใจทำงานและมีความรับผิดชอบ การจับคู่จึงไม่ใช่เรื่องลำบากอย่างที่เทรสคิด

ทุกครั้งที่ออกไปทำงาน เทรสกับโนลจะใช้รถบรรทุกขนาดเล็กของบริษัท บรรยากาศในห้องผู้โดยสารไร้การพูดคุย ตอนแรกเทรสอึดอัด แต่สักพักก็ชินเหมือนว่านั่งขับอยู่คนเดียว

.
.

ประธานจ่ายออเดอร์งานเก็บกวาดธรรมดาทั่วไปให้โนลทำในขั้นแรก จนวันหนึ่งก็ได้ฤกษ์ลอง”ของจริง” งานหลักที่เมืองแอนลิงค์เรียกหาบริการจากเซนท์เวิรค์  ออเดอร์คราวนี้คือชายวัยกลางคนที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เจ้าของอาพาร์ทเมนท์เปิดห้องไปพบหลังตายในวันที่ 5

งานของสวีปเปอร์ไม่ใช่การเก็บศพ  การเก็บศพเป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตหรืออาจเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีต้องมีการชันสูตร สิ่งที่สวีปเปอร์ถูกจ้างให้มาทำคือการเก็บกวาดหลังจากนั้น ข้าวของเครื่องใช้ ซากเลือดน้ำเหลืองคราบไคล ต้องกำจัดให้สิ้นประหนึ่งว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในห้องนี้

แอนลิงค์เป็นเมืองร้อนจัด อากาศอบอ้าวเป็นตัวย่อยสลายศพอย่างดีรวมทั้งส่งเสริมแบคทีเรียให้สร้างกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง การเน่าท่ามกลางอากาศร้อนจัดติดต่อกัน 5 วันสร้างกลิ่นเหม็นเกินทานทนไหวแม้กับพนักงานมือโปรอย่างเทรส เขาต้องกำจัดกลิ่นด้วยการวางเครื่องผลิตโอโซนหน้าตาเหมือนกล่องเซฟเก็บเงินทิ้งไว้ในห้อง วันแรกเทรสและโนลทำอะไรไม่ได้นอกจากนั้น

วันที่สอง กลิ่นสุดน่ารังเกียจทำให้เพื่อนบ้านที่อาศัยในอาพาร์ทเมนท์เดียวกันลงมติเอกฉันท์ว่าห้ามเปิดหน้าต่างห้องคนตายเพื่อระบายอากาศออกเด็ดขาด ไม่มีใครอยากให้คอมเพรซเซอร์แอร์ตัวเองดูดกลิ่นเลวเข้าไป แม้ปิดห้องหนีออกไปอยู่ข้างนอกก็ไม่ต้องการให้กลิ่นติดกำแพงบ้านไม่ว่าเป็นความจริงหรืออุปทาน เทรสและโนลจึงต้องทำงานในห้องปิดที่ทั้งร้อนทั้งอับและเหม็นจัด เครื่องผลิตโอโซนทำงานเต็มที่ตลอดคืนทำได้เพียงบรรเทาความเหม็นระดับหนึ่งเท่านั้น แม้ใส่หน้ากากกรองอากาศกับชุดหมีมิดชิดกลิ่นก็ยังซึมผ่านเข้ามา

เทรสกับโนลเดินเข้าห้องคนตายด้วยชุดเหมือนนักบินอวกาศที่ใส่หน้ากากกรองอากาศและหมวกอาบน้ำแทนโถแก้วครอบหัว ชุดไม่ใหญ่เทอะทะเท่าของจริงแต่ก็ดูน่าขบขันเหมือนคณะสำรวจดาวพฤหัส ห้องนี้คือดาวพฤหัส ไม่มีมนุษย์ทนอยู่และหายใจได้หากเขาทั้งสองไม่ลงมือทำงานให้เสร็จ เทรสเดินดุ่มเข้าไปอย่างห้าวหาญทิ้งโนลเดินตามช้า ๆ อยู่ด้านหลัง ห้องชุดมีทั้งส่วนห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำพร้อมที่อาบน้ำ ค่อนข้างใหญ่สำหรับการอยู่ตัวคนเดียว ผู้ตายเป็นคนมีฐานะ แต่ต้องสิ้นใจและเน่าเปื่อยอยู่ลำพัง

เทรสผู้เจนงานทำหน้าที่อย่างกระฉับกระเฉงว่องไว เริ่มจากทำความสะอาดจุดที่ศพนอนเน่าเปื่อย บัดนี้บนพื้นเหลือคราบเลือดและน้ำเหลืองเกาะเป็นเมือก มีเศษเนื้อเปื่อยยุ่ยและเส้นผมติดเป็นหย่อม ๆ คนที่มีประสบการณ์มากพอแค่มองจะรู้ได้ทันทีว่าศพเคยนอนกองอยู่ท่าไหน บังเอิญเทรสไม่ใช่คนละเมียดละไมกับสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เขาตั้งหน้าตั้งตาใช้อุปกรณ์ขัดล้างขจัดคราบพวกนี้ออกให้สะอาด โชคดีที่ห้องคนตายปิดสนิท ไม่มีแมลงวันไปไข่บนตัวศพให้เกิดฝูงหนอน และโชคดีที่ปูพื้นด้วยกระเบื้อง ของเหลวจากศพจึงไม่ซึมลงไปจนต้องแซะออกอย่างพื้นไม้ การทำความสะอาดจึงง่าย ขั้นตอนสุดท้ายเทรสราดน้ำยาซักล้างสูตรเข้มข้นลงไป สารเคมีทำปฏิกิริยากับอนินทรีย์เกิดกลิ่นในอีกรูปแบบหนึ่ง เทรสค่อนข้างชอบกลิ่นนี้เพราะเป็นสัญญานบอกว่างานตรงนี้ใกล้เสร็จแล้ว ที่เหลือแค่รอเช็ดออกแล้วราดน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำ จบตรงนี้กลิ่นเหม็นเน่าจะทุเลาลงไปกว่า80เปอร์เซนท์

ตั้งแต่เหยียบห้อง เทรสพยายามสังเกตโนลอยู่เนือง ๆ เพราะรู้สึกสนุกถ้าได้เห็นคนไม่มีสีหน้ามีการผวาเสียบ้าง แต่นอกจากการย่นหัวคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นเน่ารุนแรงครั้งแรกก็ไม่มีอาการใดออกมาอีก แม้แต่ปากที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากกรองอากาศเทรสก็เชื่อว่ามันไม่ขยับสักนิด ทั้งที่ปกติมือใหม่จะแขยงกับกลิ่นและสภาพซากที่เหลือจนต้องหลบฉากไปอาเจียนทุกราย

ตอนที่เทรสก้มหน้าก้มตาขัดคราบซากมนุษย์ออกจากพื้น  โนลมีหน้าที่ส่งอุปกรณ์ให้หรือไม่ก็ลงไปหยิบข้าวของที่จำเป็นจากรถบรรทุกเล็กด้านล่าง ตอนนี้ซากมนุษย์ย้ายจากพื้นมารวมกันอยู่ในถุงพลาสติกอย่างหนาสามใบที่มัดกลมเป็นลูกบอล  เทรสสังเกต ปกติพนักงานใหม่จะพุ่งความสนใจอยู่ที่ซากมนุษย์ มีแต่โนลที่มองไปรอบห้องราวสำรวจคนพึ่งรู้จัก

“ฉันจะเอาถุงพวกนี้ไปจัดการ นายอยู่ที่นี่ แยกแยะไปนะว่าของอะไรควรจัดการแบบไหน”

เทรสสั่งโนลแล้วคว้าถุงทั้งหมดเดินลิ่วไปนอกห้อง กฎบริษัทกำหนดให้เอาซากมนุษย์ที่เก็บเสร็จแล้วออกนอกพื้นที่ลูกค้าทันทีด้วยเหตุผลละเอียดอ่อนหลายอย่าง เทรสเอาถุงทั้งสามใบใส่ในถังคูลเลอร์ท้ายรถบรรทุก ผลัดชุดหมีที่เลอะเทอะและมีกลิ่นแรงออกเปลี่ยนเป็นสวมชุดหมีสำรองที่สะอาด ขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ สตารท์แล้วออกตัว บนท้องถนนเทรสนึกถึงโนล เขาไม่ได้ห่วงเรื่องฝีมือการทำงานเพราะโนลพิสูจน์ตัวเองจากงานก่อนหน้าแล้วว่าสามารถจัดการข้าวของได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่เทรสขบคิดคือเหตุผลกลใดที่นำโนลมาสู่อาชีพนี้ ทิ้งอนาคตของนักรัฐศาสตร์ที่ปูทางไปสู่อาชีพมีเกียรติและหน้าตาทางสังคม
.
.
เทรสใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการจัดการธุระแล้วขับรถกลับมาที่อาพาร์ทเมนท์เดิม ดวงอาทิตย์โรยตัว ท้องฟ้าสีแดงฉานสาดแสงสว่างจนพร่าตา ใกล้ ๆ อาพาร์ทเมนท์มีสวนสาธารณะ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กและแม่บ้านดังแว่วจากทางนั้น เทรสใช้บันไดหนีไฟขึ้นไปชั้น 6เพราะไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้ผู้อยู่อาศัยในช่วงเวลาที่มีคนใช้ลิฟท์มาก

ถึงชั้น 6 ระเบียงทางเดินหน้าห้องผู้ตายเงียบและสงบ ประตูถูกเทรสผลักเข้าไป สิ่งแรกที่ไหลออกมาคือลมสะอาดเจือกลิ่นซากเน่าอ่อน ๆ เคล้าสารเคมี มองผ่านห้องรับแขกไปยังกำแพงฝั่งตรงข้าม ดวงอาทิตย์และทิวทัศน์ยามเย็นแคบ ๆ ปรากฎอยู่ตรงนั้น  จากหลังม่านหนาที่ปิดสนิทมาทั้งวันจนคิดว่าไม่มีประตูระเบียงอยู่  ตอนนี้ทั้งม่านและประตูระเบียงแยกจากกันช่วงหนึ่งฝ่ามือ

เทรสเดินหลบกล่องกระดาษบนพื้นห้องรับแขก ผ่าน หิ้ง ตู้ ชั้นวางต่าง ๆ ที่ว่างเปล่า มองเข้าไปในห้องนอนเห็นโนลยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะเขียนหนังสือ หันหลังห่างจากจุดที่ศพเคยนอนอยู่เล็กน้อย

.
.

เมื่อเห็นโนล เทรสรู้ทันทีว่าทำไมคน ๆ นี้เลือกมาเป็นสวีปเปอร์
.
.

To be continued

 

  • ยาวมาก Foot in mouth
  • เป็นมุมมองของเทรสเลยไม่มีมุมพรรณนาฟิลลิ่งมากนัก แต่ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพงานสวีปเปอร์ได้ชัดขึ้น ข้อมูลได้มาจากการ์ตูนเรื่อง Death Sweeper ใครเคยอ่านแล้วอาจจะเดจาวูเป็นช็อต ๆ (ฮา)
  • ยังไม่เกี่ยวกับเมืองเวนเลสเท่าไหร่ กะเล่าถึงชีวิตในที่ทำงานให้ครบถ้วนก่อน เพราะงานสวีปเปอร์สะท้อนตัวโนลได้ดีที่สุดอ่ะ
  • ขอบคุณที่แวะมาอ่านและเมนท์น้า *3*)